ใดใดในโลกล้วนเป็นอื่น

ในมุมหนึ่ง ขณะที่เรากำลังสร้างความเป็นอื่นให้แก่บุคคลอื่น ในทางกลับกันตัวเราเองต่างก็เป็นอื่นในมุมมองของบุคคลนั้นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

🖋️
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในวารสารฟ้าอักษร (FA-AKSORN JOURNAL) ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 สามารถอ่านวารสารฉบับเต็มได้ที่นี่

บทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ได้ปรับแก้เฉพาะการสะกดคำ ไวยากรณ์ และการวรรคตอน ตลอดจนลบข้อความที่ซ้ำกันออกเท่านั้น ไม่ได้ปรับแก้เนื้อหาและใจความของบทความดั้งเดิมแต่อย่างใด

ความเป็นอื่น (Otherness) เมื่อได้ยินได้ฟังคำนี้แล้ว หลายคนคงมีข้อสงสัยในใจว่าคำนี้มีความหมายว่าอย่างไร แล้วอะไรคือความเป็นอื่น แต่แท้ที่จริงแล้วนั้น หากลองมองย้อนกลับไป ความเป็นอื่นนั้นเกิดขึ้นและดำรงอยู่กับโลกของเราเรื่อยมา ไม่ว่าจะในประเทศที่เราอาศัยอยู่ สังคมที่เราเติบโตมา คนรอบข้างที่เราสนิทชิดเชื้อ หรือแม้กระทั่งภายในตัวของเราเอง นอกจากนี้ความเป็นอื่นยังมีความเกี่ยวโยงกับประเด็นต่างๆ ในสังคมอย่างไม่สามารถมองจากแง่มุมเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ

วารสารฟ้าอักษรฉบับนี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาสำรวจและทำความรู้จักกับความเป็นอื่นให้มากขึ้นผ่านเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพื่อที่เราจะได้เข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกับความเป็นอื่นได้อย่างมีความสุข

ว่าแล้วเราก็มาเริ่มต้นสำรวจความเป็นอื่นกันเถอะ!

ย้อนรอยความเป็นอื่น

เพื่อที่จะเข้าใจพัฒนาการความเป็นมาของแนวคิดเรื่องความเป็นอื่น เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์กันสักหน่อย

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 หลังจากที่โลกตะวันตกได้ก้าวผ่านยุคกลางที่ศาสนาเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตคนสมัยนั้นอย่างมากจนศิลปะและวิทยาการต่างๆ เริ่มเสื่อมโทรม โลกตะวันตกก็ได้เข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการหรือที่เรามักเรียกกันว่ายุคเรอเนซองส์ (Renaissance) และยุคแห่งเหตุผลในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ทุกสิ่งอย่างอยู่ภายใต้หลักเหตุผล วิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่ศาสนามากขึ้นจนทำให้ผู้คนเริ่มมีมุมมองต่อโลก ต่อศาสนา ต่อสิ่งรอบตัว และต่อตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้คนเริ่มใช้หลักเหตุผลในการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวจนเกิดองค์ความรู้ และเริ่มมองถึงความก้าวหน้าของชีวิต นอกจากนี้ในด้านนักคิด นักวิชาการก็ได้มีการพัฒนาและนำเสนอแนวคิดต่างๆ มากมายเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมทั้งหลาย

มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวเยอรมันได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นมนุษย์ที่เชื่อว่ามี "ธรรมชาติ" ของมนุษย์ที่เป็นสากล และแนวคิดเรื่องความเป็นเหตุเป็นผล (Rationalization) โดยแนวคิดดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดทั้งในด้านศาสนาและวิทยาศาสตร์ โดยเชื่อว่าวิทยาศาสตร์จะเข้ามาแทนที่ความเชื่อทางศาสนาและสร้างมาตรฐานใหม่แทนศาสนา ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีกว่า

แนวคิดของเวเบอร์ได้นำไปสู่ข้อถกเถียงมากมายของนักคิดแต่ละสำนัก นอกจากนี้แนวคิดดังกล่าวยังได้ทำให้มนุษย์พบกับพรมแดนระหว่าง "โลกที่มนุษย์เป็นอิสระจากข้อผูกมัดทางสังคม" กับ "โลกทางวัตถุและการกระทำที่เกิดขึ้นบนนิยามของเหตุผล" ความแตกต่างระหว่างสังคมที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์กับสังคมที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความแตกต่างได้ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่อง "พัฒนาการ" ของแต่ละสังคมที่ไม่เท่ากัน ไปจนถึงเรื่องการเปรียบเทียบว่ามนุษย์อยู่ในลำดับขั้นที่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น การมองว่าคนกลุ่มหนึ่งมีฐานะที่สูงกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งหรือการมองว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งล้าหลัง ไม่ศิวิไลซ์ การแบ่งแยกดังกล่าวได้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและการยกย่องว่าสังคมตนเองนั้นมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าอีกสังคมหนึ่ง

แนวคิดทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง "ความเป็นอื่น" ซึ่งมีอิทธิพลต่อยุคอาณานิคมและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

💡
สรุปแล้วความเป็นอื่นคืออะไรกันแน่?

หากจะสรุปความหมายของความเป็นอื่นอย่างคร่าวๆ นั้น "ความเป็นอื่น" คือแนวคิดที่มองว่าคนอื่นไม่เท่าเทียมกับตนเอง แตกต่างกับตนเอง/พวกของตน มองว่าคนอื่นนั้นด้อยกว่าหรือมองว่าตนเองนั้นสูงกว่า ดีกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับการที่มองว่าตนเองนั้นด้อยกว่าคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่ทัศนคติและการเลือกปฏิบัติต่อคน/กลุ่มคนที่ (ถูกทำให้) เป็นอื่นต่างๆ ตามมา

วาทกรรมสร้างความเป็นอื่น

คำกล่าวที่ว่า "ภาษามีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของมนุษย์" นั้นทำให้เรามิอาจปฏิเสธได้ว่า "วาทกรรม" ก็ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อตัวเราเช่นเดียวกัน วาทกรรมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน หลายครั้งเราก็ถูกวาทกรรมครอบงำความคิดและการกระทำของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว

หากกล่าวถึงวาทกรรม เราคงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสไม่ได้ ฟูโกต์ได้ให้ความหมายของ "วาทกรรม" ไว้ว่า ระบบและกระบวนการในการสร้างหรือการผลิตเอกลักษณ์และความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง

💡
แล้ววาทกรรมเกี่ยวข้องกับความเป็นอื่นอย่างไร?

วาทกรรมชุดหนึ่งสามารถชี้นำให้มนุษย์มีทัศนะต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปในทางที่ผู้สร้างวาทกรรมต้องการ และอาจนำไปสู่การกระทำบางอย่างในทางที่ไม่ดีได้ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งมนุษย์เราก็หลงไปกับวาทกรรม คิดว่าวาทกรรมนั้นๆ เป็นความจริง

ในยุคล่าอาณานิคมภายใต้แนวคิดจักรวรรดินิยมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา หลายประเทศในยุโรปก็ได้สร้างวาทกรรมที่ว่า "ตนที่เป็นชนผิวขาวนั้นอยู่เหนือกว่าผู้อื่น" ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ก่อให้เกิดอคติทางชาติพันธุ์และยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดการล่าอาณานิคมไปทั่วโลกในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นทวีปแอฟริกา เอเชีย อเมริกา และตามหมู่เกาะต่างๆ นอกจากการล่าอาณานิคมแล้ว ตัวอย่างของการสร้างความเป็นอื่นผ่านวาทกรรมยังสามารถเห็นได้จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว กรณีเขมรแดงของพลพต หรือแม้กระทั่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในทวีปแอฟริกา เป็นต้น

หากนึกถึงดินแดนแห่งเสรีภาพ ประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อเมริกาก็ได้เกิดการเหยียดสีผิวและการใช้แรงงานผิวสีเยี่ยงทาส การมองว่าเพศทางเลือกเป็นบุคคลที่ผิดแปลกไปจากสังคม และการกีดกันบทบาทด้านการทำงานของผู้หญิงท่ีมักถูกมองว่าไม่มีความสามารถหรือหากมีความสามารถก็ไม่สามารถทัดเทียมผู้ชายได้ จนถึงขั้นมีการชุมนุมเรียกร้องความเสมอภาคของผู้คนเหล่านั้นในเวลาต่อมา และถึงแม้ว่าในปัจจุบันบุคคลเหล่านี้จะได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้น แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ยังมีทัศนคติไม่ดีต่อบุคคลเหล่านั้น

แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะอเมริกาเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ทุกสังคมทั่วโลกอีกด้วย

กลับมาที่ปัจจุบัน วาทกรรมบางอย่างก็ยังคงอยู่ในแต่ละสังคม และในหลายๆ ครั้ง มนุษย์เราก็ได้สร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างวาทกรรมที่สร้างความเป็นอื่น ซึ่งเกิดขึ้นและวนเวียนอยู่ในสังคมไทยที่เรามักได้ยินได้ฟังกัน ยกตัวอย่างเช่น

เด็กที่เรียนสายวิทย์-คณิตเรียนหนังสือเก่งกว่าเด็กสายศิลป์
เด็กที่เรียนปวช. ปวส. เป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง
เด็กที่จบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำจะได้รับโอกาสในการรับเข้าทำงานมากกว่าเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยเอกชนหรือมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมรองลงมา
การเกิดมาเป็นเพศที่สามถือว่าเป็นบาป
อย่าไปยุ่งกับคนคุก
คนที่มีรอยสักเป็นคนน่ากลัว หัวรุนแรง

หรือแม้กระทั่งวาทกรรมทางการเมืองที่ว่า

เสียงของคนกรุงเทพมหานครมีคุณภาพมากกว่าเสียงของคนต่างจังหวัด

และอีกสารพัดวาทกรรมท่ีไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมดภายในบทความนี้

ถูกทำให้เป็นชายขอบ

หากพูดถึงคำว่า "ชายขอบ" หลายคนอาจนึกถึงส่วนที่อยู่ริมหรือปลายซึ่งมีความหมายในเชิงภูมิศาสตร์หรือเชิงกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น ชายขอบทวีป ชายขอบทะเล ชายแดน ชายผ้า ขอบฟ้า ขอบประตู ฯลฯ หากแต่คำว่า​ "ชายขอบ" ในบริบทของความเป็นอื่นนั้นหมายถึงพื้นที่เชิงสังคม นอกจากความเป็นอื่นจะถูกสร้างขึ้นจากวาทกรรมแล้ว การสร้างความเป็นอื่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ผลักให้คนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นคนชายขอบของสังคมโดยปริยาย

"คนชายขอบ" หมายถึง บุคคลที่ถูกแยกตัวตนออกจากศูนย์กลางบนความเชื่อหรือวาทกรรมชุดหนึ่งที่ถูกอธิบายโดยกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมหรือผู้ที่อยู่บนศูนย์กลางของโครงสร้างสังคม

ท่ามกลางโลกที่แปรเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองซึ่งมีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มากมาย รวมไปถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้มีการสร้างวัฒนธรรมกระแสหลัก ค่านิยม ความเชื่อ กฎเกณฑ์ในสังคม และแบบแผนพฤติกรรมที่เป็นศูนย์กลางมากมายเกิดขึ้น หากใครที่ผิดแปลกไปจากนี้ก็จะถูกมองว่าเป็นพวกแปลกแยกหรือคนชายขอบ ถูกลดคุณค่าในตัวตน และถูกเลือกปฏิบัติ

💡
แล้วคนชายขอบในสังคมไทยล่ะ?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถระบุชัดเจนตายตัวได้ว่าใครบ้างที่ถือว่าเป็น "คนชายขอบ" ดังนั้น การที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับคนชายขอบต้องอาศัยการพิจารณาจากแต่ละบริบท

ในบริบทของการพัฒนาของสังคมเมือง เราอาจกล่าวได้ว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบ เช่นเดียวกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แออัดของกรุงเทพมหานครที่ถึงแม้ว่าจะอาศัยอยู่ใจกลางเมืองหลวงแต่ก็ถูกมองว่าเป็นคนชายขอบเช่นเดียวกัน

ในบริบททางศาสนา กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็ถูกทำให้เป็นคนชายขอบ เนื่องจากความเชื่อเรื่องเพศในศาสนาที่ว่า การเกิดมาเป็นเพศเหล่านี้นั้นเป็นบาป

นอกจากนี้ ในบริบทสถานะทางสังคม กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อพยพ คนเก็บขยะ คนเร่ร่อน กลุ่มผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ขาย นักโทษ คนในเรือนจำ คนสักลาย คนพิการ เด็กออทิสติก ฯลฯ ก็มักถูกมองว่าเป็นคนชายขอบของสังคมและมักได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนที่ถูกมองหรือถูกทำให้เป็นคนชายขอบในสังคมไทย แท้จริงแล้วนั้นยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ "คนชายขอบ"

แน่นอนว่าความเป็นคนชายขอบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นในหลายสังคมทั่วโลก

เราต่างล้วน "เป็นอื่น"

ในมุมหนึ่ง ขณะที่เรากำลังสร้างความเป็นอื่นให้แก่บุคคลอื่น ในทางกลับกันตัวเราเองต่างก็เป็นอื่นในมุมมองของบุคคลนั้นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นอื่นซึ่งกันและกัน ไม่มีใครที่สามารถเป็นเหมือนคนอื่นได้ทุกประการ

แม้แต่ตัวเราเองก็รู้สึกถึง "ความเป็นอื่น" เรารู้สึกแปลกแยก รู้สึกถึงความเป็นคนนอกระหว่างที่อยู่กับเพื่อน ระหว่างที่อยู่กับครอบครัว ระหว่างที่เรียนในคณะที่ไม่ชอบแต่ก็ต้องทนเรียน ระหว่างที่กำลังทำงานอยู่ในออฟฟิศ ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน ฯลฯ

ความเป็นอื่นเกิดขึ้นและอยู่รอบตัวเรา

เพราะเราทุกคนล้วนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ สีผิว รูปร่างหน้าตา วิถีชีวิต ความคิดความเชื่อ ศาสนา ทัศนคติ ความรู้สึก ฯลฯ ความแตกต่างของมนุษย์เหล่านี้ได้สร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้กับสังคมมนุษย์เป็นอย่างมาก

ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เรามักจะมีอคติ มีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนที่ไม่เหมือนเรา มองว่าพวกเขานั้นประหลาด ไม่เหมือนกับเรา ไม่เป็นพวกเดียวกันกับเรา เพียงแค่เพราะพวกเขานั้น "แตกต่าง" ไปจากเรา ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมเดียวกันกับเรา อยู่ในโลกใบเดียวกันกับเรา

อยู่กับความเป็นอื่น

ในเมื่อเราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นอื่น แล้วเราจะจัดการกับความเป็นอื่นอย่างไรดีล่ะ?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราได้เห็นผลลัพธ์จากการปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกทำให้กลายเป็นอื่นในทางที่ไม่ดีมากมาย และท่ามกลางโลกปัจจุบันที่ทุกสิ่งอย่างล้วนมีความหลากหลายในตัวของมันเอง คงเป็นไปได้ยากหากเราเลือกจะผลักคนที่ไม่เหมือนเราและใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เหมือนกับเราเพียงอย่างเดียว

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นอื่น?
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะยอมรับและเคารพความเป็นอื่น?

ไม่สำคัญหรอกว่าโลกของเราจะแบ่งคนออกเป็นกี่พวก กี่ประเภท กี่กลุ่ม ใครเป็นพวกใคร ใครที่แตกต่างกับเรา ฯลฯ สิ่งสำคัญคือเราจะอยู่กับความเป็นอื่นที่เกิดขึ้นรายล้อมตัวเราได้อย่างไรท่ามกลางความหลากหลายภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมบนโลกใบนี้

เพราะเราทุกคนล้วนเป็นอื่นซึ่งกันและกัน


รายการอ้างอิง

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2549). วาทกรรมการพัฒนา: อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: วิภาษา.

ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล. (2545). ชีวิตชายขอบ: ตัวตนกับความหมาย. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).


บทความเพิ่มเติมจาก FA-AKSORN JOURNAL

Another Side: เป็นเด็กแว้นแล้วมันผิดตรงไหน?
🖋️บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในวารสารฟ้าอักษร (FA-AKSORN JOURNAL) ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 สามารถอ่านวารสารฉบับเต็มได้ที่นี่ บทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ได้ปรับแก้เฉพาะการสะกดคำ ไวยากรณ์ และการวรรคตอน ตลอดจนลบข้อความที่ซ้ำกันออกเท่านั้น ไม่ได้ปรับแก้เนื
Look Around: เราหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า?
ในขณะที่โลกเดินทางไปข้างหน้าตลอดเวลา คนบางกลุ่มกลับถูกหลงลืมและถูกทิ้งไว้ข้างหลังภายใต้ความเป็นอื่น ความเป็นคนชายขอบในสังคม