ในสมัยที่เรายังไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ ผู้คนรับรู้ข้อมูลจากไหน? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริง เป็นความจริง?
ทั้งนี้ ผู้เขียนได้อัพเดตลิงก์เว็บไซต์บางรายการเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนน่าจะได้เห็นการนำเสนอข่าวที่มีกลุ่มคนได้ฉายลำแสงเลเซอร์พร้อมติดแฮชแท็ก #ตามหาความจริง และข้อความต่างๆ ตามสถานที่สำคัญในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2553 ซึ่งนอกจากการกระทำเช่นนั้นจะถูกนำเสนอข่าวในหลากหลายช่องทางแล้วนั้น หากมาดูที่ทวิตเตอร์ เราจะเห็น แฮชแท็กดังกล่าวติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย และมีผู้ใช้งานทวิตเตอร์จำนวนมากให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม มีการสืบย้อนหารูปภาพ วิดีโอ หลักฐานที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้น จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเป็นวงกว้าง
ความจริงตอนสลายชุมนุมพฤษภา 53
— Pannika Wanich (@Pannika_FWP) May 11, 2020
ทหารใช้งบ 3,000 ล้าน ใช้กระสุนจริง 117,932 นัด เป็นกระสุนซุ่มยิง 2,120 นัด
ผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุม ส่วนใหญ่ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง ที่หัว อก ท้อง ซึ่งเป็นจุดตาย
มีอย่างน้อย 12 คำวินิจฉัยศาลที่บอกว่าคนที่ตาย ตายจากกระสุนทหาร #ตามหาความจริง pic.twitter.com/dJXjz6lutO
นอกจากการกระทำนี้จะสร้างกระแสไปทั่วทั้งโลกอินเทอร์เน็ตและในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ในส่วนของฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ออกมาตอบสนองต่อการกระทำดังกล่าว กองบรรณาธิการซอยซ์ออนไลน์ได้นำเสนอประเด็นที่โฆษกกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อการฉายแสงเลเซอร์ว่าเป็นการสร้างความแตกแยกและเตรียมเอาผิดทางกฎหมาย
ภายหลังต่อมา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ทางบัญชีทวิตเตอร์ของคณะก้าวหน้า (@ProgressiveThai) ก็ได้ทวีตพร้อมแนบวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงเบื้องหลังการจัดทำแคมเปญ #ตามหาความจริง พร้อมกับในวันถัดมา (12 พฤษภาคม) ทางคุณช่อ นางสาวพรรณิการ์ วาณิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้ยอมรับว่าเป็นผู้จัดทำแคมเปญและพร้อมถูกดำเนินคดี หากมีความผิดทางกฎหมายจริง ทั้งยังระบุว่าแคมเปญดังกล่าวจะมีไปจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม
"ความจริง" อาจทำให้บางคนไม่สบายใจ คุณเลยต้องไล่จับความจริงกันวุ่นวายไปหมด แต่ "ความจริง" ก็ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากคำลวงของคุณ เราไม่ตกเป็นทาสของคุณอีกแล้ว
— คณะก้าวหน้า - Progressive Movement (@ProgressiveThai) May 11, 2020
ร่วม #ตามหาความจริง ไปพร้อมกันที่เพจคณะก้าวหน้า 12-20 พ.ค.#ความจริงต้องปรากฎ pic.twitter.com/Ee9cwXiBCU
แน่นอนว่าแคมเปญนี้นั้นได้กระตุ้นความตระหนักรู้ของประชาชนต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ที่แม้ว่าจะผ่านพ้นมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าประชาชนในสังคมจะไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ดังกล่าวมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่บุคคลในครอบครัวของตนเอง แต่กลับกลายเป็นว่าความยุติธรรมและความจริงที่พวกเขาควรจะได้รับนั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะได้มา เพราะถึงขณะนี้ สังคมก็ยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้กระทำความผิดและต้องได้รับผลจากการกระทำเมื่อสิบปีก่อน
จากเหตุการณ์นี้เราเชื่อว่าผู้คนในสังคมคงจะได้ตระหนักถึงบทเรียนแห่งความสูญเสียไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามบทความนี้มิได้มุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อทั้งเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือประเด็นถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด หากเราจะชวนทุกคนมามองให้ลึกและตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง (Truth)” โดยเฉพาะความจริงในโลกยุคโพสต์โมเดิร์น (Postmodern world) กันอีกครั้งหนึ่ง
ตามหาความจริง
ในสมัยที่เรายังไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ ผู้คนรับรู้ข้อมูลจากไหน? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริง เป็นความจริง? ประชาชนต้องเชื่อฟังคำพูดคำตัดสินของพระราชาว่าเป็นความจริงเพราะถ้าหากไม่เชื่อและต่อต้านก็อาจจะถูกนำตัวไปลงโทษได้ คนสมัยก่อนที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นความจริงจนกระทั่ง โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) ได้เสนอแนวคิดว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ จนทำให้อำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรได้เริ่มสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ เรารับรู้ทั้งความจริงและข้อเท็จจริง (Fact) ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ผู้คนในแต่ละยุคสมัยต่างทำหน้าที่ในการค้นหาความจริงทั้งหลายบนโลกนี้อย่างไม่มีหยุดหย่อน เราสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะนั้นเป็นความจริง เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกกลม กระทั่งปัจจุบันที่เราสามารถเข้ากูเกิลตรวจสอบว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลจริง ข้อมูลใดเป็นข้อมูลเท็จ — มิหนำซ้ำ เรายังต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยด้วยที่มีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมขึ้นมาอีก
ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปในข้างต้น เราอาจกล่าวได้อย่างสังเขปว่า ได้มีความพยายามในการครอบครอง “ความจริง” ในทุกยุคทุกสมัย แต่ละสถาบันทางสังคมต่างก็พยายามเผยแพร่และแย่งชิงพื้นที่ของชุดความจริงของตนเองไปยังผู้คนให้ได้มากที่สุดเพื่อดำรงไว้ซึ่งอำนาจ ความศักดิ์สิทธิ์ และสิทธิอันชอบธรรมของสถาบันนั้นๆ
ความจริงในโลกยุคโพสต์โมเดิร์น (Postmodern World)
จากพัฒนาการของการสื่อสารที่ได้เชื่อมต่อโลกทั้งใบให้ไร้ซึ่งพรมแดน มิหนำซ้ำยังได้สร้างโลกเสมือนขึ้นมาอีกด้วย ยิ่งนับวันโลกทั้งสองใบของเราก็แทบจะกลายเป็นโลกใบเดียวกัน สิ่งที่หลายคนทำหลังตื่นมาได้สักพักคือการเปิดโทรศัพท์อ่านข่าวในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ
กล่าวได้ว่าในโลกปัจจุบันหรือที่เราเรียกว่าโลกยุคโพสต์โมเดิร์นนั้น สื่อเป็นอีกสถาบันทางสังคมหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการนำเสนอความจริง — แม้กระทั่งการบิดเบือนความจริงและการพูดที่มีทั้งความจริงและความเท็จผสมอยู่ในข้อมูลชุดเดียวกัน — และการสร้างวาทกรรม (Discourse)
แน่นอนว่าคำว่า Postmodernism นั้นเป็นแนวคิดกว้างๆ ทว่าซับซ้อนและมีคำนิยามที่หลากหลายกันไปตามแต่ละสาขา ทั้งการเมือง ปรัชญา วรรณกรรม สังคมวัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรม ฯลฯ โดยในบทความนี้ผู้เขียนจะขอยกการให้คำจำกัดความและคำอธิบายที่น่าสนใจของนักทฤษฎีและนักวิชาการ ดังต่อไปนี้
ฌ็อง-ฟร็องซัวส์ ลีโยตาร์ด (Jean-François Lyotard) (1986: n. pag., อ้างถึงใน จุมพฏ คำสนอง, 2540: 127) นักทฤษฎี ได้อธิบายความหมายของ Postmodern ในงานเขียน The Postmodern Condition: A Report of Knowledge ในปี 1979 ไว้ว่า Postmodern แสดงให้เห็นถึงการตั้งคำถามต่อความเชื่อถือของคำมหาอธิบาย (Metanarrative) (ผู้เขียนขอให้คำแปลว่า เรื่องเล่าขนาดใหญ่) ที่อยู่รอบๆ ตัวเราทั้งหลาย โดยเปรียบเสมือน เกมทางภาษา (Language games) ซึ่งมีมาในสังคมยุคโมเดิร์น
อีฮับ ฮัสซัน (Ihab Hassan) (1993: 152–153, อ้างถึงใน จุมพฏ คำสนอง, 2540: 125) นักทฤษฎีอีกท่านหนึ่งได้ให้คำจำกัดความของ Postmodernism ว่าเป็น ยุคสมัยที่ไม่สามารถกำหนดได้ (Age of Indetermanence) ซึ่งหมายถึงอาณาบริเวณที่วาทกรรมต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของมัน โดยที่ความหลากหลายของแนวคิด (Concept) จะช่วยให้เราตระหนักถึง รหัส (Sign) ที่อยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในภาษา
จิรวัฒน์ พิระสันต์ (2561: 22) ได้สรุปลักษณะสำคัญของ Postmodernism ไว้ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่
- การปฏิเสธความเป็นสากลนิยม ปฏิเสธแนวคิดที่เชื่อว่าสามารถอธิบายโลกหรือสรรพสิ่งได้อย่างครอบคลุม
- การปฏิเสธจุดมุ่งหมายทางสังคม ที่มุ่งตอบสนองความต้องการและความก้าวหน้าของมนุษย์
- การปฏิเสธสังคมอุดมคติ เนื่องจากการมุ่งมันในจุดมุ่งหมายของประวัติศาสตร์เพื่อสร้างสังคมอุดมคติจึง ก่อให้เกิดสงครามและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ในระยะเวลาต่อมา
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (2544: 170, อ้างถึงใน จิรวัฒน์ พิระสันต์, 2561: 22) ก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อแนวคิดนี้ว่า อาจกล่าวได้ว่า
แนวคิดหลังสมัยใหม่ต้ังคำถามกับความเชื่อที่ว่า ความรู้น้ันเหมือนกระจก ส่วนโลกก็ เหมือนวัตถุท่ีเราจะเอากระจกไปส่องให้เห็นได้อย่างถ้วนทั่ว สำหรับหลังสมัยใหม่แล้ว วัตถุนั้นอยู่ห่างไกลจนไม่มีทางที่กระจกบานใดจะส่องได้ทั่วถึง และการจ้องมองวัตถุน้ันก็สัมพันธ์อย่างมากกับตัวตนและตำแหน่งแห่งที่ ของบุคคลผู้ถือกระจกเอง ภาพในกระจกเป็นเพียงภาพตัวแทนของความจริง แต่ก็เหมือนภาพตัวแทนทั่ว ๆ ไป คือ ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่และไม่มีวันจะเป็นความจริงไปได้
หากเราพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด Postmodernism กับความจริง เราอาจกล่าวให้ความหมายแบบหลวมๆ กับมันว่าเป็นแนวคิดที่ตั้งคำถามกับมุมมองต่อโลก ต่อการมีอยู่ของความจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกต่อตัวเรา ต่อตัวตนของเรา (Identity) ต่อการรับรู้ในสิ่งต่างๆ ของแต่ละบุคคล (Subjectivism)
“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว!” — จริงๆ หรือ?
เราคงได้เห็นกลุ่มคนที่ชื่อว่าโลกแบนออกมาอธิบายความเชื่อของเขาในยูทูบกันมากมาย ได้เห็นข่าวที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์แล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนบางส่วนที่ยังคงเชื่อว่าการที่คนเสื้อแดงเผาห้างนั้นเป็นความจริง หรืออีกกรณีหนึ่งคือการที่ Oxford Dictionaries ได้ประกาศให้คำว่า Post-truth เป็นคำแห่งปี 2016 โดยหมายถึง
มีลักษณะของการเกี่ยวพันหรือมีการแสดงให้เห็นสภาวะซึ่งสิ่งที่เป็นความจริงมีอิทธิพลน้อยกว่าอารมณ์และความเชื่อส่วนตัวในการสร้างความเห็นสาธารณะ — (วรากรณ์ สามโกเศศ, 2559)
และได้ยกตัวอย่างการให้ข้อมูลการลงประชามติ Brexit ที่มีการให้ข้อมูลแบบกึ่งจริงกึ่งเท็จ และการหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว พูดความจริงไม่หมด หรือแม้กระทั่งไม่จริงเลย โดยทั้งสองเหตุการณ์นั้นต่างก็มีจุดประสงค์ทางการเมืองนั่นคือการชนะผลประชามติและการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
จากกรณีของ Oxford Dictionaries เราจะเห็นได้ว่าผู้คนบางกลุ่มในสังคมได้ให้น้ำหนักกับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าที่จะพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นความจริงหรือไม่ นอกจากนั้นแล้ว “ความจริง” สำหรับคนกลุ่มหนึ่งก็อาจไม่ใช่ “ความจริง” สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้
Truth ของคนกลุ่มแรกอาจกลายเป็น Post-truth ของคนกลุ่มหลังไปแล้วก็ได้
เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้แคร์หรือสนใจอีกต่อไปว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ในทางกลับกัน พวกเขากลับเชื่อในสิ่งที่พวกของตนนำเสนอ — ผ่านวาทกรรมต่างๆ มากมาย — และยกให้สิ่งนั้นเป็น “ความจริง” (ในเวอร์ชั่นของตัวเอง) ไปเรียบร้อยแล้ว
ความจริง…ของใคร?
ย้อนกลับมาที่แฮชแท็ก #ตามหาความจริง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พฤษภาคม) คุณแขก ลัคขณา ปันวิชัย ได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจไว้ในรายการ Talking Thailand ทางช่อง Voice TV ไว้ว่า หากเรามองในมุมภาษาศาสตร์ เราจะเห็นว่านี่เป็นเพียง “วลี” เนื่องจากไม่มีประธานเป็นผู้กระทำกริยานั้น ทำให้เราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้หาความจริงกันแน่ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง จุดประสงค์ของแคมเปญนี้คือการกระตุ้นให้คนไทยส่วนใหญ่ในสังคมนี้ตามหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน
ในมุมหนึ่ง แน่นอนว่าแคมเปญดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่ดี และนัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งของแคมเปญนี้คือการตามหาความจริงอีกชุดหนึ่งมานำเสนอและ/หรือหักล้างกับวาทกรรมเผาชาติบ้านเมืองที่คนกลุ่มหนึ่งได้สร้างขึ้นเพื่อโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงขณะนั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
หากเรามองในมุมของ Postmodernism อาจกล่าวได้ว่าแคมเปญนี้มีช่องโหว่ในส่วนของวลีที่ใช้ เนื่องจากเป็นการตามหาความจริงในยุคสมัยที่ผู้คนต่างก็มีประสบการณ์กับความจริงที่แตกต่างกัน มิหนำซ้ำยังตั้งคำถามกับความจริงและการมีอยู่ของตัวมันเอง — ทั้งในส่วนของตนเองและผู้อื่น — ว่าเป็นความจริงแท้หรือไม่ แม้กระทั่งตั้งคำถามว่าบนโลกใบนี้มีความจริงแท้อยู่หรือไม่ นั่นนำไปสู่คำถามต่อไปว่าความจริงที่เราทั้งหลายกำลังตามหาอยู่นั้นเป็นความจริงชิ้นเดียวกันหรือไม่ ในเมื่อเราทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ต่อเหตุการณ์นั้นๆ ที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม หากเราได้ฟังสัมภาษณ์ของคุณช่อในรายการ Talking Thailand ทางช่อง Voice TV เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ก็จะเห็นได้ว่าคุณช่อเองนั้นก็ยอมรับถึงการมีอยู่ของความจริงอันหลากหลาย (Multiple truths) พร้อมกันนั้นก็ได้สนับสนุนให้คนในสังคมตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ค้นหาความจริง และสรุปคำตอบของความจริงตามแต่ละวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม รายการใช่หรือไม่ ได้รู้กันทางช่อง Nation TV 22 ซึ่งดำเนินรายการโดย คุณวรเทพ สุวัฒนพิมพ์ ผู้ดำเนินรายการได้โทรศัพท์สัมภาษณ์คุณช่อ ในประเด็น “#ตามหาความจริง หวังผลการเมืองสร้างความแตกแยก?” (น่าเสียดายที่เราไม่สามารถเข้าถึงลิงก์ YouTube ของรายการได้แล้วในปี 2569 นี้) พร้อมกับพูดคุยถึงเหตุการณ์เมื่อสิบปีที่ผ่านมา เราจะเห็นการปะทะกันระหว่างชุดความจริงที่แต่ละฝ่ายนั้นยกขึ้นมาเป็นข้อมูลในการอธิบายคำตอบและทัศนคติของตนเอง ซึ่งหากดูแล้ว จะเห็นว่าทางฝ่ายพิธีกรนั้นจะมีความคิดที่ฝังแน่นอยู่ภายในว่าฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั้นเป็นผู้กระทำความผิดไปเสียทุกอย่าง โดยมิได้ตามหาความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของชายคนหนึ่งซึ่งที่จริงแล้วนั้นกำลังถือถังดับเพลิงสีเขียวอยู่ แต่ทางฝ่ายพิธีกรนั้นกลับมีความคิดว่าความจริงแล้วนั้นสิ่งที่ชายผู้นั้นถือเป็นถังแก๊สซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการวางเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์
ขอบคุณเนชั่นที่ทำให้คนสนใจ #สายชลแพบัว คนเสื้อแดงที่ถูกจับข้อหาเผาเซ็นทรัลเวิร์ล นี่คือภาพที่ทำให้เขาถูกจำคุก 4 ปี ก่อนศาลชั้นต้นและอุทธรณ์จะยกฟ้อง เพราะภาพที่ใช้เป็นหลักฐานเอาผิดเขา ศาลวินิจฉัยว่าสิ่งที่อยู่ในภาพไม่ใช่ถังแก๊ส แต่เป็น "ถังดับเพลิง" #คณะก้าวหน้า #ตามหาความจริง pic.twitter.com/bi7QdATwMk
— Pannika Wanich (@Pannika_FWP) May 18, 2020
นี่คงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความจริงนั้นขึ้นอยู่กับทัศนะของผู้ที่เชื่อในความจริงนั้นๆ เสียมากกว่า
Truth(s) is in the eye of the believer.
หากเราใช้แว่นตาของ Posrmodernism ในการมองโลกปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีมากมาย ผู้รับสารต่างหากที่มีอำนาจและเป็นคนคอยกรองว่าสิ่งใดเป็นความจริงสำหรับตนเอง ไม่ต่างจากการทำหน้าที่ของสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง และความเป็นจริง และเนื่องด้วยการที่พวกเขาเหล่านั้นมีชุดประสบการณ์ที่แตกต่างกัน นั่นทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าชุดประสบการณ์ของใครนั้นเป็นของจริง ของใครไม่จริง ใครจริงกว่ากัน เพราะแต่ละสิ่งที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคลนั้นล้วนแล้วแต่เป็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้นๆ
ท้ายที่สุดแล้ว อะไรจริง อะไรไม่จริง จริงของใคร เราจะตามหาความจริงเจอหรือไม่ คงไม่มีใครให้คำตอบกับเราได้นอกจากตัวเราเอง หรือไม่แน่ แม้แต่ตัวเราเองก็อาจไม่สามารถหาคำตอบของความจริงให้ตัวเองก็เป็นได้
